พระเอกตลอดกาล สรพงษ์ ชาตรี ไม่ขอย่ำอยู่กับที่

Home / พระเอกตลอดกาล สรพงษ์ ชาตรี ไม่ขอย่ำอยู่กับที่

สรพงษ์ ชาตรี ไม่ขอย่ำอยู่กับที่โดนใจบท “ทรงพล” ในละคร เพลิงตะวัน ได้เล่นหลากหลายอารมณ์

“พระเอกตลอดกาล” อย่าง เอก-สรพงษ์ ชาตรี ในวัย 66 ปี นักแสดงชายอันดับหนึ่งของไทย เจ้าของรางวัลเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ในปี พ.ศ. 2551 มาสวมบท “ทรงพล” อดีตนายพลใจดี ที่ผันตัวเองมาทำธุรกิจ เมื่อถูกโกงจนล้มละลาย เขากลายเป็นซาตานที่มีแต่ความแค้นในหัวใจ และใช้ทุกลมหายใจในการคิดแก้แค้นในละครแอ็คชั่นดราม่าเรื่อง “เพลิงตะวัน” ของค่ายดูมันดี จนหลายคนสงสัยถึงที่มาที่ไปในการรับเล่นละครเรื่องนี้ รวมทั้งความรู้สึกกับบทบาท “ทรงพล” ไปอ่านจากบทสัมภาษณ์เหล่านี้กัน

@คาแร็กเตอร์ของ ทรงพล เป็นอย่างไร

ทรงพลเป็นนายทหารที่มีเพื่อนเป็นนักธุรกิจ และทำธุรกิจกับเพื่อน แล้วเพื่อนก็ให้เซ็นต์เอกสารที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย จนถูกออกจากราชการ หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ระหว่างนั้นก็ออกไปเที่ยวซ่อง ก็ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งมีลูกสาวอยู่ในซ่อง ก็เอามาเลี้ยงไว้ พอลูกโตมา เราก็สอนให้ลูกใช้อาวุธเหมือนทหารเหมือนที่เราเรียนมา ให้ลูกเป็นนักฆ่า ไปแก้แค้นให้พวกนั้น พอให้ไปแก้แค้น ลูกดันไปรักลูกของศัตรู ไปใจอ่อน ก็ผิดหวัง เสียใจ ไม่มีใครรัก คนที่อยู่กับเรามันก็จะหนี เหมือนเป็นคนเครียด ไม่มีใครเข้าใกล้

@เรื่องนี้ต้องเล่นหลากหลายอารมณ์มากๆ

ใช่ ต้องเล่นทั้งตบ ทั้งตี ทั้งบีบคอ และต้องพิการด้วย ก็หลอกคนอื่นว่าเราพิการ เพราะถ้าเราไม่ทำ เขาก็จะทิ้งเราไป พูดง่ายๆ ว่าตั้งแต่เราเล่นหนังมาหกร้อยเรื่อง เล่นเป็นพระเอก เล่นเป็นคนดี แต่ว่าเรื่องนี้เล่นอารมณ์หลากหลาย ก็บังเอิญ 12-13 ปีมานี้ เราไปเล่น ตำนานสมเด็จพระนเรศวร เล่นเป็นพระมา 12 ปี พอมาเล่นทีวี 4-5 ปี ก็เล่นเป็นหลวงตามา 4 ปี เด็กรุ่นหลังก็บอกว่า สรพงษ์เล่นแต่เป็นพระ ก็คิดว่าเราเล่นได้แต่ยิ้มๆ เล่นเป็นคนใจดีอย่างเดียว เราก็คิดว่าเราก็ เอ๊ะ…เราน่าจะให้นักแสดงรุ่นน้องๆ หลานๆ เขาเห็นว่า “การแสดงหมดตัว” นั้นคืออะไร ก็คือการเล่นละครเรื่องนี้ เพราะได้เล่นหลากหลายอารมณ์ ทั้งเจ้าเล่ห์ ทั้งดุดัน ทั้งร้องไห้ ต้องดราม่าตลอด

@ชอบบทแบบนี้มั้ย

บทนี้มันเล่นทุกอย่าง มีทุกอารมณ์ บทนี้จะทำให้น้องๆ นักแสดงเห็นว่าเราเล่นหลากหลายอารมณ์ได้นะ เพราะว่าในคาแร็กเตอร์พระเอกทั่วไป เขาไม่เล่นหรอก มันไม่มีให้เล่นด้วย พระเอกมันคือทำหน้าที่พระเอก ทำดีไป ช่วยคนโน้นคนนี้ เป็นฮีโร่ไป แต่อันนี้มันช่วย แต่ช่วยแล้ว กูได้อะไร มันก็เป็นกิเลสตัณหาของมนุษย์คนหนึ่ง

@หลังจากอ่านบทแล้วรู้สึกกังวลอะไรมั้ย

จริงๆ เราไม่ได้เล่นแบบนี้มานาน เพราะเราก็ทำงานเกี่ยวกับศาสนา ภาพพจน์ในชีวิตจริงของเราก็เป็นคนใจดี  เราสร้างหลวงพ่อโตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมา 17 ปี คนมาบริจาคเงินกับเราหลายๆ ล้าน เขาก็ต้องคิดว่าเราเป็นคนดี  พอมาดูละครเรื่องนี้ เอ้ย…เป็นคนแบบนี้ด้วยเหรอ (หัวเราะ) กูไม่ทำบุญด้วยดีกว่า ถามว่ากังวลมั้ย จริงๆ คิดว่าสิ่งที่เราทำบุญเขาก็เห็นอยู่แล้วว่าเราทำสำเร็จแล้ว แล้วนี่คือการแสดงที่ผ่านมา 46 ปีในวงการ เราก็รับบทพ่อด้วย แต่บทพ่อที่ได้รับส่วนใหญ่ก็จะเป็นบทพ่อเรียบๆ เป็นพ่อใจดี ก็คิดว่าเป็นบทที่ดี ซึ่งนักแสดงต่างประเทศชอบนะ  ก็ไม่ได้คิดว่าถ้าเล่นละครเรื่องนี้แล้ว คนจะมองว่าเราไม่ดี หรือภาพพจน์ไม่ดี เราอายุ 66 ปี เราอยู่วงการมาตั้งแต่อายุสิบเก้า ถ้ามันจะเลว ในชีวิตจริงมันคงเลวไปนานแล้ว (หัวเราะ) ชีวิตจริงมันยืนยัน และผลในการที่เราสร้างสาธารณกุศล มันยืนยัน มันชัดละ

@ตอนผู้จัดฯ ติดต่อมารู้สึกอย่างไร

ก็ถามคุณเดือน (ดวงเดือน จิตไธสง) ภรรยา คุณเดือนก็บอก บทแรง บทเป็นแบบนี้ แบบนี้นะ เขาก็ถามว่า เล่นมั้ย ก็ถามเขากลับไปว่า “ช่อง 7 เขากล้าสร้างเหรอ” (หัวเราะร่วน) เขากล้าทำเหรอ แล้วเราจะถูกตั้งความหวังไว้เยอะ มีนักแสดงเล่นบทพ่อเยอะแยะ คุณวุธ (อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร) เขาบอก “ตัวนี้ต้องพี่เอก” ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาไปรู้ยังไงอะไรอย่างนี้นะ เพราะในสมัยหนุ่มๆ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2515-2516 เราเล่นหนังกับท่านมุ้ย (ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล) เปลี่ยนคาแร็กเตอร์ทุกเรื่อง เดี๋ยวเป็นแมงดา เดี๋ยวเป็นมือปืน เดี๋ยวเป็นหมอ เดี๋ยวเป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านมุ้ยให้เราเป็นนักแสดง ไม่ให้เราเป็นพระเอก แล้วเราจึงใช้ความเป็นนักแสดง เราจะไม่ยึดว่าเป็นคนดีตลอด เดี๋ยวเรื่องนี้เราเป็นหมอดี เรื่องหน้าเล่นเป็นแมงดาละ เราเป็นแบบนี้มาตลอด

@พอภรรยาบอกว่าบทแรง คิดยังไง

เออ…ถ้าเล่นไปตอนนี้คงไม่เป็นไรนะ เพราะว่างานศาสนาเราเสร็จไปร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ที่เราทำคนมันเห็นชัดเจนแล้ว เพราะเราก็ไม่ใช่แบบในเรื่องด้วย เราอยู่มาจนได้รางวัลศิลปินแห่งชาติมา เพราะว่าเรามีผลงานที่คนชอบ แล้วมันก็เป็นผลงานเฉพาะตัว แล้วมันเป็นงานศิลปวัฒนธรรม อย่างเราเล่นหนังโบราณ เล่นหนัง แผลเก่า มันเป็นชีวิตของคนชนบท หนังสุริโยไท ตำนานสมเด็จพระนเรศวร คือภาพตรงนี้มันชัดเจนว่า เราศิลปินตัวจริง แล้วเราเป็นศิลปินแห่งชาติ เราก็ต้องนำเสนออะไรใหม่ๆ ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่ เพราะชื่อเราถูกจารึกไว้ที่หอศิลปินแห่งชาติแล้ว เราก็ต้องมีมุมใหม่ให้เขามองบ้าง ไม่ใช่แบบ…สรพงศ์มาทีไรก็เล่นแต่บท พระ จริงๆ แล้วชีวิตเราไม่เคยเล่นบทพระเลย จนท่านมุ้ยจับมาเล่น คนก็เห็นก็บอก “เหมือนพระจริงๆ” เคยเดินไปตลาดคนยกมือไหว้ เพราะฉะนั้นเราเล่นอะไร คนก็จะบอกว่าเหมือน ซึ่งจุดนี้เราก็ถือว่าโอเค.นะ ต้องขอบคุณคุณวุธที่เขามองเห็นเรา มีนักแสดงรุ่นเราเยอะแยะ แต่เขาเลือกเรา เรื่องนี้มันมีทั้งดราม่า ทั้งร้องไห้เยอะ โวยวาย มันมีทั้งรัก ทั้งแค้น มันมีทั้งเสียใจด้วย ก็ต้องติดตามว่าตอนจบมันจะเป็นอย่างไร

มาติดตามบทสรุปของ “ทรงพล” ได้ในละคร “เพลิงตะวัน” ตอนจบ วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคมศกนี้…หลังข่าวภาคค่ำ ทางช่อง 7 สี รับรองว่ามันส์…!!!!