ร่วงหรือรุ่ง? เปิดใจ มิ้นท์ ไทนี่จี เกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี ผลันตัวเองเล่นละครไทย

Home / ร่วงหรือรุ่ง? เปิดใจ มิ้นท์ ไทนี่จี เกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี ผลันตัวเองเล่นละครไทย

คุยกับนักร้องตัวเล็กแต่มากความสามารถ

มิ้นท์-กุญช์ภัสส์ (มิ้นท์ ไทนี่จี) กับการแสดงเต็มตัวเรื่องแรก “เพลิงตะวัน”

มิ้นท์-กุญช์ภัสส์  พรปวีณ์วรกุล นักร้องสาวไทยตัวเล็ก แต่มากความสามารถ หรือที่รู้จักกันในนาม มิ้นท์ ไทนี่จี หนึ่งในสมาชิกของสมาชิกวง Tiny-G เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของเกาหลี สังกัด GNG Production ที่ล่าสุดมาเอาดีด้านการแสดงแล้วในละคร “เพลิงตะวัน” ของค่ายดูมันดี โดยผู้จัดฯ ผู้กำกับฯ ไฟแรง วุธ-อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร เล็งเห็นความสามารถด้านการแสดง จึงส่งเทียบเชิญให้สาวมิ้นท์มารับบท “รัน” น้องสาวของ “คีริน” (โรส-ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์) เด็กสก๊อย ห้าวๆ กวนๆ  วีนๆ วันๆ เอาแต่เที่ยว ช้อปปิ้ง ทั้งๆ ที่บ้านก็จนแต่ก็ไม่เคยสนใจคนอื่นนอกจากตัวเอง…ที่เจ้าตัวบอกว่ารู้สึกขัดๆ กับตัวจริงยังไงก็ไม่รู้!!!

เรามีโอกาสได้เจอสาวมิ้นท์ในกองละคร “เพลิงตะวัน” ย่านมีนบุรี ซึ่งเป็นฉากที่เจ้าตัวต้องเข้าฉากกับพี่สาว “คีริน” เมื่อมีเวลาว่างสาวมิ้นท์จึงปลีกตัวมาเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ฟังว่า

@เล่าชีวิตวัยเด็กหน่อยจ้ะ

“มิ้นท์เป็นลูกคนเดียว  ตอนเด็กๆก็ซนตามประสาเด็กๆ  แต่จะเป็นเด็กที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง ตั้งแต่อนุบาลแล้วจะตื่นเองแต่เช้าขึ้นมาอาบน้ำ แต่งตัวไปโรงเรียนไม่มีงอแง  เพราะมิ้นท์ชอบไปโรงเรียน  เวลาไปโรงเรียนก็จะได้ทำกิจกรรมซึ่งมิ้นท์จะเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมมาก  มีทั้งรำไทยแล้วก็เต้นซึ่งก็เต้นแบบเด็กๆค่ะ  และเมื่อเห็นว่าลูกชอบเต้นก็เลยส่งให้ไปเรียนจริงจังตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ที่ครูสอนตอนนั้นก็เต้นแบบยังง่ายๆ เต้นเหมือนพวกหางเครื่อง  แล้วก็สอนพวกเต้นแจ๊สค่ะ”

จากการเรียนเต้นก็เลยทำให้ได้ทำงานกับพี่เบิร์ด ธงไชย

“ใช่ค่ะ ตอนนั้นอายุ 11 ปีแต่ตัวยังเล็กมาก ได้เข้าไปออดิชั่นกับ ดีแดนซ์ ของแกรมมี่   ซึ่งหลังจากเต้นให้ดูผู้ใหญ่เขาก็ชอบ ก็เลยให้ไปเต้นเป็นแบ็คอัพแดนซ์เซอร์เริ่มจากอัลบั้ม เปิดฟอร์ล  จากนั้นก็เต้นมาหลายคอนเสิร์ต ยอมรับว่าดีใจมากทั้งๆ เรายังเด็กอยู่เลย  แต่ก็ได้ร่วมงานกับพี่เบิร์ด ซึ่งพี่เขานิสัยดีมาก แทคแคร์ดีมากกับแดนซ์เซอร์ทุกคนเลยไม่ว่าจะเป็นใคร  ตอนซ้อมซื้อขนมมาให้ทานเยอะมาก  พี่เบิร์ดน่ารักมากค่ะ”

@แล้วจากจุดตรงนี้ทำให้คุณแม่ถึงกับเปิดโรงเรียนสอนเต้น

“จริงๆ ในระหว่างที่ยังเป็นแดนซ์เซอร์ คุณแม่ก็เปิดโรงเรียนสอนเต้นควบไปด้วยเลย   ถ้าเวลามิ้นท์ว่างก็จะมาช่วยสอนด้วย  แล้วบางครั้งทางโรงเรียนส่งทีมประกวดเต้นคัฟเวอร์  เต้นฮิปฮอป ถ้าขาดคนมิ้นท์ก็จะร่วมลงเต้นประกวดด้วย”


@แต่มาไกลขนาดได้ไปเป็นศิลปินที่เกาหลี

“ผลจากการไปประกวดนี่แหละ งานนั้นเราเลือกประกวดเต้นฮิปฮอป  พอดีกรรมการมีคนเกาหลีด้วย  เขาเห็นเขาก็ชอบหลังประกวดเสร็จจำได้ว่าพวกเรานั่งกินส้มตำอยู่   เขาก็เดินเข้ามาขอถ่ายรูปแล้วถามว่าร้องเพลงได้มั้ย เต้นแนวอื่นได้มั้ย  ในวันนั้นงานเขาจัดที่ห้างเซ็นทรัลเวิร์ด  ชั้นใต้ดินมีห้องอยู่เขาก็ขอให้มิ้นท์คนเดียวลงไปออดิชั่นเลย  มิ้นท์ก็ร้องเพลงให้เขาฟังซึ่งมิ้นท์เคยเรียนร้องเพลงคอร์สสั้นๆ ก็เลยพอร้องได้ ตอนร้องก็เต้นประกอบนิดๆหน่อยไปด้วย  เขาก็ถ่ายเป็นวีดีโอไปเลย เสร็จแล้วก็ขอเบอร์ติดต่อ  มิ้นท์ก็งงนะตอนนั้น   พอวันรุ่งขึ้นเขากลับเกาหลีถัดไปอีกวันเขาก็ติดต่อมาเลยว่าจะมาเกาหลีเมื่อไหร่เพราะงานนั้นทีมมิ้นท์ได้ที่ 1 ได้ตั๋วไป-กลับเกาหลี 1 ที่  ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ ในทีม เขาเสียสละให้มิ้นท์ไปเพราะบอสใหญ่ที่ GNG เขาอยากเห็นเราตัวจริงแล้วก็ร้องโชว์ให้ดูอีกครั้ง  จำได้ว่าวันนั้นพอโชว์เสร็จกลับมาที่โรงแรมในคืนนั้นแม่ก็โทรถามเลยว่า เราได้มั้ย… เพราะตอนนั้นมิ้นท์ยังเรียนอยู่ม.3   แม่ก็เลยอยากรู้ไวๆเพราะจะได้วางแผน ถ้าไม่ได้ก็จะได้กลับเมืองไทย   ปรากฏว่าเขาบอกว่าได้กลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้ามาอยู่ที่เกาหลีเลย  เป็นอะไรที่เร็วมาก…ความที่แม่ชอบแม่ก็เลยสนับสนุนให้ทำเลย  ส่วนมิ้นท์ตอนนั้นเฉยๆคิดว่าไม่ได้ก็กลับมาเรียนต่อ พอได้ชีวิตก็เลยเปลี่ยนในปีแรกๆ ก็ยังไป-กลับ เมืองไทย เกาหลีได้ จนเรียนจบม.6 หลังจากนั้นก็ต้องอยู่เกาหลียาวเลย  แต่มิ้นท์ก็ลงเรียนต่อมหาลัยฯที่พิษณุโลก ทางอินเตอร์เน็ตนะ มีช่วงสอบบางครั้งก็กลับมาสอบด้วย  แล้วในตอนนั้นมิ้นท์ก็ต้องเรียนภาษาเกาหลีควบไปด้วย  ถามถึงคะแนนที่จบปริญญาตรีมาก็ปานกลางค่ะ  หลังจากนั้นมิ้นท์ไปเรียนการเต้นที่มหาลัยฯเกาหลีหวังจะเอาปริญญาทางด้านนี้อีกหนึ่งใบ  แต่ความที่มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ก็เลยทำให้ตอนนี้ดร็อปอยู่ค่ะ”

@ทราบว่าใช้ชีวิตคนเดียวในเกาหลีเป็นไงบ้าง

“ก็อยู่กับค่าย เขามีที่พักให้ อยู่กับเพื่อนๆ เกาหลี ที่บางคนบ้านอยู่ต่างจังหวัดเขาก็ต้องมาพักในโซลค่ะ  ช่วงแรกๆ ที่พูดภาษาเกาหลีไม่ได้ภาษาที่ใช้กับเพื่อนๆจะเป็นภาษาใบ้มากกว่า เพราะเพื่อนๆพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้  แล้วตอนนั้นมีไอโฟนติดไปด้วยก็เลยใช้ google ช่วยแปล ซึ่งก็ช่วยได้เยอะมากเลยค่ะ  พอเซ็นสัญญากับค่ายเสร็จโดยเป็นเวลา 7 ปี เขาก็ส่งเราเรียนภาษาจริงจังเลย  มีการแบ่งตารางเรียน 9.00 น.-15.00 น. เรียนภาษาทุกวัน  หลังจากนั้นก็มาเรียนซ้อมเต้นร้องกับเพื่อนๆ  ทำแบบนี้หนึ่งปีเต็มๆซึ่งยอมรับว่ามิ้นท์ตั้งใจมากไม่เคยขาดเรียนเลย ซึ่งปกติถ้าจะสอบเข้ามหาลัยฯที่โน่นต้องเรียนถึงเลเวล 4  แต่มิ้นท์เรียนถึงเลเวล 6 เลย ยอมรับว่าเรียนเร็วมาก ความที่เราเรียนคนเดียวมันก็เลยผ่านเร็วมากค่ะ  ทุกวันนี้ก็พูด อ่าน เขียนได้สบายค่ะ”

พอเข้าปีที่สองเป็นปีที่ให้เราเรียนรู้ภาษาด้วยตัวเอง ส่วนค่ายก็ทำวีซ่าให้เราไม่ต้องกลับไทยแล้ว  มีการปรับการเรียนใหม่เป็นเด็กเทรน วันจันทร์-ศุกร์ 10.00 น.-22.00 น. จะเรียนร้องเรียนเต้นทั้งวัน  ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะได้พัก   แต่พอหลังๆมิ้นท์จับกลุ่มมีโปรเจค วันเสาร์ก็ต้องซ้อมกับกลุ่ม พอมีเพลงของตัวเองวันอาทิตย์ก็ต้องมาซ้อมกับเพื่อนๆวันหยุดก็หมดไป  สำหรับมิ้นท์ใช้เวลาเตรียมตัวสองปีถึงได้เดบิวส์อัลบั้มค่ะ”

 @เกิดเป็น ไทนี่จี

“ใช่ค่ะ เรามีสมาชิก 4 คน เกาหลี 3 คน ไทย 1 คน ค่ะ  เพลงที่ออกมาสไตล์ฮิปฮอป แต่จะมีความน่ารักผสมเข้าไปด้วย  เพราะพวกเราตัวเล็กกันหมด  ถือเป็นศิลปินที่ตัวเล็กที่สุดของเกาหลีก็ได้  อัลบั้มที่ออกเป็นซิงเกิ้ลมาวันนี้มี 6 เพลงแล้ว เสียงตอบรับดีเกินคาด  ทีแรกเราก็กังวลนะเพราะศิลปินหญิงเกาหลีส่วนมากก็สวยเซ็กซี่  สูงๆ กัน   แต่เรามีแต่ตัวเล็กๆ ก็เลยไม่รู้ว่าคนจะชอบมั้ย แต่ปรากฏว่ามันเกินเป้าที่เราตั้งไว้ก็ยอมรับว่าดีใจมาก”

@แล้วทำไมจู่ๆ บอกว่าจะมาออกอัลบั้มเดี่ยวล่ะ

“พอดีสมาชิกในวงคนหนึ่งเขาขอเบรกไปเล่นหนัง ส่วนมิ้นท์เองก็อยากทำงานในเมืองไทยบ้าง มันมีโอกาสมิ้นท์ก็เลยเข้าไปคุยกับค่ายว่าอยากทำอัลบั้มเดี่ยวนะ เขาก็ใจดีมากเป็นบริษัทที่ดีมากบอกว่าถ้าอยากทำเขาก็อนุญาตนะ   แม่มิ้นท์ก็เลยลงทุนเปิดค่ายเพลงกับคนเกาหลีชื่อ  รีรัน มิวสิค  ซึ่งก็ทำเพลงไป 2 เพลงแล้ว โดยยังคงเป็นเพลงแนวฮิปฮอปที่ชัดเจนขึ้น  รวมไปถึงการแต่งตัวก็จะโตขึ้น มีการเปลี่ยนลุคส์ใหม่  ก็ยอมรับว่ากดดันนิดๆเพราะตอนทำกับไทนี่จี มิ้นท์จะอยู่ในpart แร๊ฟ กับเต้น  พอออกเดี่ยวเราก็ต้องทำหน้าที่ร้องมากขึ้น  มันก็เลยต้องซ้อมหนักมาก เพราะเราต้องมีคุณภาพพอที่จะออกเดี่ยวได้นะ  ซึ่งวางแผนไว้ว่าอัลบั้มน่าจะออกเร็วๆ นี้ค่ะ”

@มาถึงเรื่องการแสดงละครเรื่อง “เพลิงตะวัน” มาเริ่มได้อย่างไร

“ได้มีโอกาสไปเจอพี่วุธ ในงานเลี้ยงปิดกล้องละคร พรายพยากรณ์ และเลี้ยงปีใหม่ของ ดูมันดีค่ะ  มิ้นท์ก็บอกกับพี่วุธว่าอยากเล่นละคร พี่ก็เลยให้โอกาสรับบท “รัน” ในบทเหมือนเด็กสก๊อย ห้าวๆ กวนๆ  วีนๆ วันๆ เอาแต่เที่ยว ช้อปปิ้ง ทั้งๆ ที่บ้านก็จนแต่ก็ไม่เคยสนใจคนอื่นนอกจากตัวเอง…ซึ่งดูตัวเองในมอนิเตอร์ก็ขำตัวเองเพราะรู้สึกขัดๆ เพราะมันไม่ค่อยเหมือนตัวเรา   แต่หลายๆคนก็บอกว่ามันไม่ได้แย่มากสำหรับเรื่องแรก  ดูแล้วน่าหมั่นไส้ออก  ฟังแล้วก็กลัวคนดูจะเกลียดเหมือนกันแต่มองในแง่ดีแสดงว่าเขาจำเราได้นะ”

@เห็นว่าการแต่งตัวไม่ใช่แนวตัวเองเหมือนกัน

“ค่ะ  ในเรื่องมิ้นท์จะใส่เสื้อกล้าม กับกางเกงขาสั้นตลอด  แต่ปกติมิ้นท์จะแต่งตัวสไตล์ฮิปฮอป แบบทอมบอยเหมือนเด็กผู้ชายมากกว่า  พอมาเรื่องนี้ต้องแต่งตัวแบบนี้แรกๆก็รู้สึกแปลกๆแต่จะว่าไปก็เคยคิดอยากแต่งแบบนี้เหมือนกัน  ก็ได้โอกาสแล้วค่ะ”

@คิดว่าการแสดงยากหรือไม่

“โอว ยากมาก โดยเฉพาะพวกซีนอารมณ์ร้องไห้ มิ้นท์ร้องไม่ได้  ก่อนเข้าฉากมิ้นท์ก็พยายามทำอารมณ์แล้วนะ  แต่พอเข้าฉากมันก็รู้สึกกดดันมากกลัวจำบทไม่ได้  ทำอารมณ์ไม่ได้ พอยิ่งกลัวสุดท้ายน้ำตาหายไปเลย  ทำให้ต้องเทคพยายามยังไงมันก็ยังทำไม่ได้  มิ้นท์ยอมรับว่ามันยากมาก  เวลาดูละครแล้วนักแสดงสามารถเล่นให้คนดูร้องไห้ตามได้ยอมรับว่าทึ่งมาก เพราะมันไม่ได้ทำได้ง่ายๆ เลย”

@ฉากที่คิดว่าตัวเองเล่นยากที่สุด

“ฉากของมิ้นท์ที่เรียนจบรับปริญญา กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี  แม่ดีใจมากร้องไห้หนักมาก แต่มิ้นท์น้ำตาไม่ไหลเลย  ก็รู้สึกกับตัวเองนะว่าทำไมเราถึงทำไม่ได้  มันเป็นอะไรที่ยากมากจริงๆ”

ในเรื่องเป็นน้องของโรส  ศรินทิพย์  ด้วย

            “เชื่อมั้ยว่ามิ้นท์ ชอบฟังเพลงพี่โรส พี่เขาเสียงดีมาก ซึ่งตอนเด็กๆ ฟังเพลงพี่โรส ก็คิดว่าพี่เขาคงเป็นคนขรึมๆ ที่อยู่กับตัวเอง  โลกส่วนตัวสูงแน่ เพราะเพลงพี่เขามีแต่พูดถึงความรัก ที่ค่อนข้างเจ็บปวด…มิ้นท์ก็คิดว่าถ้าทักทาย” สวัสดีค่ะ” เสร็จแล้วพี่เขาคงจะนั่งฟังเพลงคนเดียว   แต่ปรากฏว่าตรงข้ามหมดเลยเพราะตัวจริงเป็นคนอารมณ์ดีมาก ขึ้เล่นตลก มุกเยอะมาก  ชอบแกล้งพูดสไตล์เกาหลี บางครั้งก็เลยมีติดเข้าฉากไปด้วย  ซึ่งก็ดีบรรยากาศเฮฮามากทำให้ไม่เครียดเวลาเข้าฉากด้วยกัน  เวลาไม่ได้ถ่ายละครมิ้นท์ก็ชวนพี่เขาไปเล่นเวคบอร์ด พี่เขาก็บ้าจี้ไปด้วย นอกจากนี้พี่เขาก็ยังให้คำแนะนำเรื่องร้องเพลง การใช้เสียง เรื่องของอารมณ์ในการสื่อออกมากับเพลง  ซึ่งพี่เขาบอกว่าจะทำให้เพลงเราเพราะขึ้นได้นะ  เป็นคนที่เฟรนลี่มากจริงๆ”

@ผู้กำกับ วุธ อัษฎาวุธ ให้คำแนะนำอย่างไรบ้าง

“พี่วุธก็จะคอยบอกว่าเราต้องแสดงยังไงเวลาเข้าฉาก  แล้วบางครั้งเราพูดเร็วเกินไปเพราะติดแร๊ฟ พี่วุธก็จะเตือนให้พูดช้าหน่อย เพราะคนจะฟังไม่รู้เรื่อง แล้วอย่างฉากร้องไห้มิ้นท์เล่นไม่ได้ก็มีเฟลพี่วุธเห็นก็จะพยายามปลอบบอกว่าที่เล่นไปดีแล้วไม่เป็นไรหรอก ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นนะคะ”

@ตอนนี้รู้สึกชอบการแสดงหรือยัง

“ชอบค่ะ สนุกดี ถ้ามีโอกาสก็อยากแสดงอีก แล้วอยากพัฒนาทางด้านนี้ไปเรื่อยๆ นักแสดงที่ชอบหรือคะ ถ้านักแสดงไทยก็พี่อั้ม พัชราภา ค่ะ  พี่เขาสวย ชอบคาแรคเตอร์พี่เขาในละครที่แสดงเกือบทุกเรื่องอยากเล่นคาแรคเตอร์แบบนั้นบ้าง ส่วนนักแสดงเกาหลีมิ้นท์ชอบ ฮาจีวอน  เป็นนักแสดงที่ดูมีคาแรคเตอร์เหมือนกัน เวลาเล่นฉากบู๊ก็ดูออกมาดีเข้ากับเขามาก  เพราะมิ้นท์เป็นคนชอบละครแนวแอ๊คชั่น ก็เลยอยากเล่นละครบทบู๊เตะต่อยบ้าง ได้กระโดดเตะเหมือนพี่จีจ้า…อะไรแบบนี้  แต่ไม่รู้จะเล่นได้หรือเปล่า ถ้ามีโอกาสก็อยากเล่นละครเกาหลีเหมือนกัน  เมื่อก่อนรู้สึกว่ากลัวแต่เมื่อได้ลองก็รู้ว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด ถ้าเราได้ฝึกมีการพัฒนามันก็จะทำได้ดีขึ้น”

@มีตั้งเป้าหมายในการทำงานไว้อย่างไรบ้าง

“ปีนี้มิ้นท์ก็อายุ  21 ปี  ซึ่งบอกตรงๆไม่เคยเพราะเกรงว่าตั้งเป้าไว้ว่าภายในเวลานี้จะต้องเป็นแบบนี้นะ แล้วกลัวจะทำไม่ได้แล้วจะเฟล  เพราะวงการนี้มันคาดการณ์ยากว่าจะต้องใช้เวลาแค่ไหนถึงจะประสบความสำเร็จอย่างที่เราคาดหวังไว้  ฉะนั้นมิ้นท์จึงตั้งใจว่าเราจะตั้งใจซ้อม ทำงานอะไรก็พยายามทำให้เต็มที่  แล้ววันหนึ่งชื่อเสียงความสำเร็จสูงสุด ถ้ามันจะมามันก็จะมาเองค่ะ”

@สรุปว่าทุกวันนี้มิ้นท์ก็คงจะไปๆ มาๆระหว่างที่เกาหลี และที่เมืองไทย ใช่มั้ย

“ใช่นะ แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับงานด้วย แม้การทำงานที่เกาหลีจะดีแต่ยังไงนี่ก็บ้านเกิดเรา ถ้ามีงานมิ้นท์ก็กลับมาทำแน่นอน ต้องดูเป็นงานๆ ไปค่ะ”