จาก “นายแบบร้อยเวที” ต้อง-ไชยวัฒน์ ขึ้นแท่นพระเอกละคร 3 เรื่องรวด!!!

Home / จาก “นายแบบร้อยเวที” ต้อง-ไชยวัฒน์ ขึ้นแท่นพระเอกละคร 3 เรื่องรวด!!!

M-4เพราะเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ และต่อสู้กับอุปสรรคที่ขวางหน้าทุกรูปแบบ ทำให้เด็กหนุ่มจากภาคเหนือ ต้อง-ไชยวัฒน์ ผายสุวรรณ ในวัย 25 ปีเต็ม เขาพกความสามารถและความมั่นใจ พร้อมโอกาสที่ดีจาก ชายแฮ็คส์-สุทธา ทวีศรีธนโชค ให้หนุ่มต้องมารับบทพระเอกละครจักรๆ วงศ์ๆ หรือที่เขาเรียกละครแนวนี้ว่าเป็น “หนังเจ้า” กับผลงานเรื่องแรก “พระรถเมรี” โดยขึ้นแท่นพระเอกประกบเซ็กซี่สตาร์สุดฮอต เอมมี่-อมลวรรณ ศิริกิตติรัตน์ ที่ได้ฤกษ์ออกอากาศแล้วทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 07.00 น. ทางช่องไทยทีวี เรามาทำความรู้จักกับหนุ่มต้องให้มากขึ้น ผ่านบทสัมภาษณ์เหล่านี้กัน!!!
@ชีวิตวัยเด็กเป็นอย่างไรบ้าง
ผมเป็นคนอำเภอปัว จังหวัดน่านครับ เรียนจบมัธยมปลายจากโรงเรียนปัว ซึ่งเป็นโรงเรียนในตัวอำเภอ ผมอยู่กับตายาย ตายายเลี้ยงผมมาตั้งแต่เกิด เพราะพ่อแม่ทำงานอยู่กทม. ตอนเด็กๆ เป็นคนที่มีนิสัยดื้อ ซน เพราะชอบหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเอง ผมชอบทำกิจกรรม เป็นคนที่กล้าแสดงออก โดยเฉพาะเวลาที่โรงเรียนมีกิจกรรมผมก็จะมีส่วนร่วมเสมอ

M-2@เริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงได้อย่างไร
พอเรียนจบม.ปลาย ก็ได้มาเรียนต่อปริญญาตรีที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พอเรียนจบปริญญาตรี ผมก็เริ่มเดินตามความฝันของตนเอง เริ่มแรกเลยผมเริ่มจากการประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล ปี 2555 ผลคือตกรอบครับ (555) และหลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสไปประกวดมิสเตอร์ไชน่าทาวน์ราชบุรี ปี 2556 ซึ่งช่วงนั้นตรงกับวันตรุษจีนพอดี มีพี่แก้วมณีเป็นพี่เลี้ยงส่งประกวด และได้ตำแหน่งรองอับดับหนึ่ง จากผู้เข้าประกวดทั้งหมดหกสิบกว่าคน แต่ละคนหล่อๆ ทั้งนั้น
แล้ววันนั้นผมได้อัพรูปตอนประกวดที่จ.ราชบุรีลงอินสตาแกรม พี่ชายแฮ็คส์ (สุทธา ทวีศรีธนโชค) เห็นรูปผม ก็เลยติดต่อมาเล่นละคร แต่ตอนนั้นผมยังไม่พร้อม คิดว่าความสามารถยังไม่ถึง ไม่อยากเป็นตัวถ่วง เลยขอเวลาพัฒนาตัวเองก่อน ผมก็ยังคงเดินสายประกวดนายแบบต่อ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ได้รางวัลบ้าง ตกรอบบ้าง จากนั้นก็มีโมเดลลิ่งได้รู้จักผมเยอะพอสมควร พาไปแคสติ้งมิวสิควิดีโอ ผมก็ได้เล่นของค่ายแกรมมี่ อาร์สยาม Universal และค่ายนายพล ผมฝึกฝนและพัฒนาตัวเองจากประการณ์จริงใช้เวลาสองปี วันหนึ่งผมกับพี่แก้วมณี (พี่เลี้ยงผม) ได้มีโอกาสเข้าไปสวัสดีปีใหม่พี่ชายแฮ็คส์ พี่เค้าก็เลยชวนมาเล่นละครอีกครั้ง เพราะพี่เค้าก็ติดตามผลงานผมมาตลอด เลยให้เทสต์หน้ากล้องดู พี่ชายแฮ็คส์เลยให้ผมได้เล่นละครพื้นบ้าน บอกว่าตรงคาแรคเตอร์ที่อยากได้พอดี เรื่อง พระรถเมรี รับบทเป็น พระรถเสน นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเป็นนักแสดงเต็มตัวครับ

@ตื่นเต้นมั้ยได้เล่นเป็นพระเอกเรื่องแรก
บอกตรงๆนะครับ ผมไม่เคยคิดว่าจะได้มาเป็นพระเอกละครจักร์ๆ วงค์ๆ หรือละครเจ้าเลย แต่มีหลายๆ คนบอกว่าหน้าเหมาะกับละครแนวพีเรียด หรือแนวไทยๆ ก็ยอมรับว่าตื่นเต้นมากครับ ตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ แต่พี่ชายแฮ็คส์ก็ให้กำลังใจ พี่เค้าบอกว่าทุกคนเริ่มต้นใหม่หมด อยู่ที่ว่าเราจะตั้งใจ หรือทุ่มเทกับมันสุดๆ หรือยัง ทำให้ผมมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ผมทุ่มเทมากๆ ครับ ทั้งเหนื่อย ทั้งยากและร้อนมากด้วย เพราะถ่าย out door หมดเลย ทั้งถ้ำ ทั้งในป่า ที่สำคัญภาษาพูดที่ใช้ก็เป็นคำราชาศัพท์ ซึ่งยังไม่ค่อยติดปากเท่าไหร่นัก แต่ผมก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ผมอยากให้คนดูเข้าใจและมีความสุขที่เห็นผมแสดงในบทบาทที่ผมได้รับครับ

M-5

@ก่อนหน้านี้เห็นว่าขึ้นประกวดเวทีเยอะมาก จนได้ฉายาว่า “นายแบบร้อยเวที” รู้สึกอย่างไรบ้าง
ดีใจครับ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ฉายานี้กับผม ผมประกวดมาก็เยอะ เวทีเล็กใหญ่ก็ลงประกวดหมด มีได้รางวัลบ้าง และไม่ได้รางวัลบ้าง เป็นธรรมดามีแพ้มีชนะครับ ผมชอบมากที่เวลาเห็นตัวเองได้ยืนอยู่บนเวทีประกวด ได้ถือไมค์ ได้แนะนำชื่อตัวเอง ได้แสดงความสามารถพิเศษต่อหน้ากรรมการ นั่นหมายถึงศักยภาพของผมที่ให้คนอื่นได้เห็นครับ
@ช่วงที่เดินสายประกวด ได้รางวัลบ้าง ตกรอบบ้างรู้สึกอย่างไร
ผมคิดว่าทุกอย่างมีสองด้าน ถ้าได้รางวัลก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าไม่ได้มันก็รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจ แต่สำหรับผม ทุกเวทีคือประสบการณ์ คือการที่เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใหม่ๆ หรือคนใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ ซึ่งผมมองว่าผมได้กำไรจากการประกวดตรงนี้นะคะ เรื่องรางวัลหรือตำแหน่งชนะเลิศ ผมคิดว่าทุกคนตั้งความหวังหมด ไม่มีใครที่เข้าประกวดแล้วไม่หวัง ผมเชื่ออย่างนั้น อยู่ที่ว่าความสามารถ ศักยภาพ หรือองค์ประกอบโดยรวมทั้งหมด เราจะเหมาะกับตำแหน่งชนะเลิศในเวทีนั้นหรือเปล่า อีกอย่างหนึ่ง ถ้าผมได้รางวัลมา ผมก็จะเอาไปให้พ่อกับแม่ครับ  (รู้สึกท้อมั้ย) ไม่เลยครับ อย่างที่ผมบอกคือ ทุกเวทีคือประสบการณ์ที่ดีครับ ผมมีโอกาสได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ได้ตอบคำถามในสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน และเราต้องตอบคำถาม ณ ตอนนั้น มันเป็นความตื่นเต้น เป็นความคิดเฉพาะหน้าจริงๆ ว่าเราจะตอบออกมาอย่างไร ผมไม่เคยเสียใจที่ไม่ได้รางวัล แต่จะเสียใจเมื่อผมทำพลาดมากกว่า แบบว่าไม่น่านะ ผมน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ก็เก็บตรงนั้นไว้เป็นประสบการณ์และบอกกับตัวเองว่า เวทีต่อไปห้ามทำแบบนี้ครับ

M-17
@แน่นอนว่าการถ่ายละคร กับการเดินแบบแตกต่างกันเยอะมาก อยากทราบว่ามีการเตรียมตัวแค่ไหน สำหรับการมาถ่ายละคร แถมได้เล่นเป็นพระเอกด้วย
ต้องเตรียมตัวมากครับ อย่างการประกวด เราก็เตรียมแค่ร่างกายแค่นั้น แต่การถ่ายละคร เราต้องเตรียมทุกอย่าง เตรียมร่างกาย เตรียมจิตใจให้พร้อมที่จะทำงานตรงหน้า ยอมรับว่าตอนแรกยังปรับตัวไม่ทัน ด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ผมยังไม่คุ้น เวลาเดิน เวลาพูดก็ยังเก้ๆ กังๆ จะวางมือไว้ตรงไหน จะแสดงออกมาอย่างไร ภาษาพูดก็ต้องพูดให้เป๊ะ พูดให้ชัด ผมก็ต้องทำการบ้านด้วยการอ่านบทมาก่อนครับ ศึกษาบทมาก่อน ถ้าไม่เข้าใจก็จะมาถามผู้กำกับฯ ที่กองถ่าย แล้วก็ต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรง ไม่ให้ป่วยง่าย อาหารเสริม วิตามินนี่ครบเลยครับ (หัวเราะ)
@พอใจผลงานละครเรื่องแรกของตัวเองแค่ไหน
พอใจครับ ผมได้แสดงความสามารถและสปิริตของผมสุดๆแล้ว แต่ถ้าให้พอใจจริงๆ ตอนนี้ก็อยู่ที่คนดูแล้วละครับว่าเขาจะชอบในสิ่งที่ผมสื่อออกไปหรือเปล่า
@เรื่องนี้ได้เป็นพระเอกคู่ เอมมี่ แมกซิม ด้วย
ดีใจครับ พี่เอมมี่เป็นคนเก่งครับ ทำงานง่าย เวลาเล่นต่อบทหรือซ้อมบทกัน ผมก็เกร็งๆ ครับ แต่พี่เอมมี่ก็จะคอยแนะนำ และสอนเทคนิคการแสดงต่างๆ ให้ผมครับ ต้องขอบคุณพี่เอมมี่มากๆ ครับ
@กับข่าวคราวที่ว่ามาเป็นพระเอกได้เพราะ “เด็กเส้น”
ผมเฉยๆ ครับ ไม่ได้คิดอะไร ผมว่านักแสดงที่เข้ามาในวงการบันเทิง หลายคนก็เจอข่าวแบบนี้ สำหรับผมสบายมากครับ ไม่เครียดไม่คิดมากอะไรเลย เวลาใครถามผม ผมก็ตอบไปตรงๆ ว่า ไม่จริงครับ ผมคิดว่าถ้าผมไม่เหมาะกับบทนี้ ผู้ใหญ่ก็คงไม่ให้เล่น เพราะเดี๋ยวนี้นักแสดงก็เยอะมาก แต่ละคนก็มีความสามารถกันเยอะแยะ อาจจะเป็นโอกาสที่ดีของผมด้วยครับ ที่มีผู้ใหญ่เมตตาและเห็นว่าผมทำงานตรงนี้ได้ครับ

M-15@ถ้าไม่ใช่เด็กเส้น แต่ได้เป็นพระเอกละครจักรๆ วงศ์ๆ ถึง 3 เรื่องรวด!
จริงหรือครับ ตอนนี้ผมมีละครอยู่สองเรื่อง คือ พระรถเมรี กับ แก้วหน้าม้า ส่วนเรื่องที่ 3 ผมยังไม่แน่ใจครับ ยังไม่ได้ทราบเรื่องจากผู้ใหญ่ (เห็นว่าถูกวางตัวเล่น พระสุธนมโนรา) จริงหรือครับ ถ้าเป็นจริง ผมก็ดีใจนะครับ ผมมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ความเหมาะสม ถ้าผู้ใหญ่เห็นว่าผมเหมาะกับบทนั้นๆ ผมก็จะพยายามทำให้เต็มที่ครับ ผมชอบการเล่นละครนะครับ ถ้าได้เล่นละครหลายๆ เรื่องก็คงเป็นเรื่องที่ดี ยิ่งเราได้เล่นละครเยอะ นั่นแสดงว่าเราได้แสดงความสามารถของเราไปเรื่อยๆ ยิ่งได้ประสบการณ์เยอะ และได้พัฒนาฝีมือด้านการแสดงของตัวเองด้วยครับ
@ทราบมาว่าได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทแล้ว
ใช่ครับ ผมได้รับโอกาสที่ดีมากๆ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่าน ดร. ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ให้เข้าศึกษาต่อในคณะรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (MPA) มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ที่ให้โอกาสเด็กบ้านนอกอย่างผมให้เรียนต่อในระดับปริญญาโท เหมือนเป็นความฝันนะครับ เพราะผมอยากเรียนต่อในคณะนี้อยู่แล้ว ดีใจมากๆ และสัญญาว่าจะตั้งใจเรียน และทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีอย่างเต็มที่ครับ
@ความฝันสูงสุดในวงการบันเทิงคืออะไร
ความฝันสูงสุดของวงการบันเทิงของผมคือ อยากเป็นพระเอกที่ทุกคนจำผมได้
@ก้าวต่อไปในวงการบันเทิง
ผมอยากทำงานตรงนี้ไปเรื่อยๆ อยากเล่นละครเยอะๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ พอสะสมประสบการณ์ได้มากพอ ผมก็อยากเป็นผู้จัดละครหรือผู้กำกับละครครับ ผมค่อนข้าวงชอบและรักการทำงานด้านนี้อยู่แล้ว
@เขาว่าวงการบันเทิงคือ วงการมายา รู้สึกอย่างไรบ้าง
ผมว่าวงบันเทิง คือไม่ใช่วงการมายาครับ คำว่าบันเทิง คือเปรียบเสมือนความจริง และความจริงล้วนมาจากชีวิตจริง ก็เช่นเดียวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน มีคนบอกไว้ว่า ” ชีวิตคือละคร” ครับ